แจ้งความเพิ่มอีกหลายราย หลังเป็นหนี้ไม่รู้ตัว

เป็นเรื่องเป็นราว เดือดร้อนกันทั่ว โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.64 ที่ สภ.ปางสีดา ต.ท่าแยก อ.เมือง จ.สระแก้ว ชาวบ้านใน ต.โคกปี่ฆ้อง เกือบ 20 คน เดินทางเข้าแจ้งความเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน กรณีภรรย า รอง นายก อบต.แห่งหนึ่ง พร้อมกับพวกร่วมกันหลอกชาวบ้าน โดยเก็บบัตรประชาชนนำไปกู้เงินผ่านแอพพลิเคชั่น เคพลัส ของธนาคารกสิกรไทย

แต่ชาวบ้านไม่ได้เงินและพบว่าตัวเองเป็นหนี้คนละหลายแสนบาท ซึ่งวันนี้มีเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดสระแก้ว ได้เดินทางเข้าตรวจสอบและสอบสวนกรณีนี้ หลังดีเอสไอประสานตรวจสอบกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ นางชมพู คงเมือง ผู้ใหญ่บ้านเจ็ดหลัง หมู่ 13 ต.โคกปี่ฆ้อง อ.เมืองสระแก้ว ได้พาลูกบ้านจำนวน 17 คน เข้าแจ้งความเพิ่มเติม กับ ร.ต.อ.ชูศักดิ์ กลางประพันธ์ ร้อยเวร สภ.ปางสีดา

ขอให้ดำเนินคดีฐานหลอกลวงฉ้อโกง กับภรรย ารองนายก อบต.แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอเมืองสระแก้ว หลังได้ร่วมกับพวก เก็บบัตรประชาชนของชาวบ้าน เพื่อเอาไปกู้เงินผ่านแอพพลิเคชั่น เคพลัส ธนาคารกสิกรไทย ก่อนจะมีใบแจ้งหนี้หลายแสนบาทส่งมาถึงชาวบ้าน ทั้งที่ชาวบ้านบางคนไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว

นอกจากนั้น กรณีดังกล่าว มีชาวบ้านบางคนได้รับเงินสดจากภรรย ารอง นายก อบต.คนนี้ แต่ก็ได้ไม่เต็มจำนวน ซึ่งหลังมีการนำเสนอข่าวออกไป ทางภรรย า รอง นายก อบต.พร้อมพวก พย าย ามเข้าไปไกล่เกลี่ยชาวบ้าน เพื่อต่อรองขอจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียวของยอดที่ยื่นกู้ โดยให้ชาวบ้านยอมรับสภาพหนี้เต็มจำนวนถึง 500,000 บาท ซึ่งชาวบ้าน ก็ยืนยันกับว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

นอกจากนั้น ผู้ใหญ่บ้านเจ็ดหลัง กล่าวว่า การเรียกเก็บบัตรประชาชนของชาวบ้านเอาไปกู้เงิน ตั้งแต่ 3 ถึง 4 เดือนที่แล้ว โดยส่วนตัวก็ได้แจ้งข้อมูลในไลน์กลุ่มของหมู่บ้านหรือ แม้แต่ประกาศเสียงตามสาย ไม่ให้ชาวบ้านหลงเชื่อ แต่จากสภาพเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงในยุค CV-19 ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แค่ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ก็สามารถกู้เงินจากธนาคารที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้มีชาวบ้านเจ็ดหลัง หลงเชื่อจากขบวนการนี้แล้วเกือบ 20 คน

ผู้ใหญ่บ้านได้พาชาวบ้านไปลงบันทึกประจำวันกับ พนักงานสอบสวน สภ.ปางสีดา เพราะว่ายังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า ตัวเองมีชื่อบัญชีของธนาคารกสิกรไทยแล้ว และเกรงว่า จะเป็นหนี้ธนาคารโดยไม่รู้ตัว หลังจากไม่ได้รับการติดต่อจาก ภรรย า รอง นายก อบต.ที่เก็บบัตรประชาชนไป และผ่านขั้นตอนสแกนใบหน้าไปแล้วหลายเดือน ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดกลายเป็นหนี้ธนาคารโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้รับเงินกู้จำนวนดังกล่าว

ด้าน ผู้ใหญ่บ้านรายเดิม ยังกล่าวอีก เมื่อคืนที่ผ่านมาภรรย ารอง นายก อบต.พร้อมพวก ประมาณ 3 คน ได้เข้าไปหาลูกบ้าน และพยายามต่อรองขอจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียว อ้างไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ากระบวนการกู้เงินจากธนาคารนั้น ถูกกฎหมาย ไม่ได้หลอกลวงชาวบ้าน

ซึ่งชาวบ้านได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้รับเงิน และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวน ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ประสานงานเข้ามาสอบถามรายละเอียดและแจ้งงาส คดีนี้ทางดีเอสไอ กำลังให้ความสนใจและเตรียมนำเข้าพิจารณาเป็นคดีพิเศษด้วย

ส่วนการตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงิน จากเอกสารของชาวบ้าน อายุ 67 ปี คนหนึ่ง ที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ถูกแอบอ้างว่า เป็นวิศวกรการบิน และได้รับการยืนยันจากลูกชายของลุงวัย 67 ปี ว่าก่อนหน้านี้ไปขอคัดเอกสาร เงินเข้า-ออก บัญชีของพ่อจากธนาคารกสิกรไทย สาขาสระแก้ว

พบความผิดปกติหลายอย่าง ตั้งแต่สาขาเจ้าของบัญชี ระบุว่า เป็นธนาคารกสิกรไทย สาขาเอสพานาด รัชดาภิเษก มีการแต่งบัญชีให้กับพ่อมีรายได้ต่อเดือนสูงถึง 90,000 บาท เพื่อขยายเพดานเงินกู้ให้ได้เงินจำนวนมาก ก่อนที่พ่อจะเป็นหนี้ธนาคาร 376,000 บาท โดยได้รับเงินสด จากภรรยา รอง นายก อบต. เพียงแค่ 15,000 บาทนั้น

สำหรับรายละเอียดในการทำธุรกรรมทางการเงิน ของขบวนการของภรรยา รอง นายก อบต.คนนี้ ระยะเวลาภายใน 7 วัน พบว่า มีการเบิกและถอนเงิน 376,000 บาท หมดเกลี้ยงบัญชีภายใน 12 รายการ รวมทั้งมีการถอนเงินสด รวมถึงโอนเงินเข้าไปยังบัญชีต่าง ๆ ที่มีรายชื่อปลายทางระบุผู้รับชัดเจน

โดยชาวบ้านตั้งข้อสังเกตได้ว่า ขบวนการหลอกลวงชาวบ้านของกลุ่มภรรย า รอง นายก อบต.มีคนร่วมขบวนการไม่ต่ำกว่า 10 คน อย่างแน่นอน ส่วนหญิงชาวบ้านอีกราย ยอมรับว่า หลังจากรู้ว่าชาวบ้านน่าจะถูกหลวงลวงแน่นอน จึงได้เดินทางไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย สาขาสระแก้ว เพื่อขอปิดบัญชีทันที เพื่อเป็นการป้องกันการเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ได้นำบัตรประชาชนไปกู้เงินโดยเจ้าตัวไม่รู้ ต้องระวังกันด้วยนะคะ